|
คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ
วิปัสสนาเป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งของอินเดีย
ซึ่งได้สาบสูญไปจากมนุษยชาติมาเป็นเวลานาน
แต่ก็ได้กลับมาค้นพบอีกครั้งโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า
2,500 ปีมาแล้ว วิปัสสนาหมายถึง
"การมองดูสิ่งต่างๆ
ตามความเป็นจริง"
อันเป็นกระบวนการในการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการเฝ้าดูตนเอง
เราจะเริ่มต้นด้วยการเฝ้าสังเกตดูลมหายใจตามธรรมชาติ
เพื่อทำให้จิตมีสมาธิ
เมื่อมีสติที่มั่นคง
เราก็จะก้าวไปสู่การเฝ้าสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของกายและจิต
ซึ่งจะทำให้ได้พบกับสัจธรรมที่เป็นสากลคือ
ได้เห็นความไม่เที่ยง(อนิจจัง)
ความทุกข์ (ทุกขัง)
และความไม่มีตัวตน
(อนัตตา) การที่ได้รู้เห็นถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงเหล่านี้จากประสบการณ์ของท่านเองโดยตรง
จึงเป็นวิธีการในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
ธรรมะเป็นเรื่องสากล
มีไว้สำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ
ที่เป็นสากล
มิได้ผูกขาดเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้บุคคลทุกคนจึงสามารถจะปฏิบัติได้อย่างเสรี
โดยไม่มีข้อขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติ
ชั้นวรรณะ
หรือศาสนา ในที่ทุกสถาน
ในกาลทุกเมื่อ
และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ
คนโดยทั่วถึงกัน
วิปัสสนานั้นมิใช่เป็น
* พิธีกรรมที่มีพื้นฐานทางความเชื่อถืออย่างงมงาย
* เรื่องบันเทิงทางปัญญาหรือปรัชญา
* การพักฟื้น
การหยุดพักผ่อน
หรือโอกาสที่จะมาสังสรรค์กัน
* การหลีกหนีจากปัญหาและความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน
หากแต่วิปัสสนาเป็น
* วิธีการในการขจัดความทุกข์
* ศิลปะของการดำเนินชีวิตที่จะทำให้คนเราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
* วิธีการทำจิตให้บริสุทธิ์
ซึ่งจะทำให้คนเราสามารถเผชิญกับความตึงเครียดและปัญหาในชีวิตได้ด้วยความสงบและความสมดุลทางจิตใจ
วิปัสสนากรรมฐานจึงมุ่งไปยังเป้าหมายทางจิตใจในระดับสูงสุด
เพื่อการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงและเพื่อการบรรลุธรรม
มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกาย
แต่เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากการทำจิตให้บริสุทธิ์
จึงทำให้ความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความเก็บกดในจิตใจหมดไป
แท้จริงแล้ว
วิปัสสนาสามารถที่จะขจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
3 ประการ
คือ โลภ โกรธ
หลง ได้ ถ้าได้ปฏิบัติต่อเนื่องกัน
วิปัสสนาจะระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและแก้ปมในใจที่ผูกอยู่
เนื่องจากนิสัยดั้งเดิมที่ชอบปรุงแต่งต่อสถานการณ์ต่างๆ
เช่น ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบหรือพอใจ
(อันทำให้เกิดโลภะ)
และไม่ชอบหรือไม่พอใจ
(อันทำให้เกิดโทสะ)
แม้ว่าวิปัสสนาจะพัฒนาขึ้นมาโดยที่เป็นวิธีการหนึ่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่การปฏิบัติก็มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น
จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของศาสนาแต่อย่างใด
วิธีปฏิบัติตั้งอยู่บนพื้นฐานธรรมดาสามัญที่ว่า
มนุษย์ทุกคนต่างมีปัญหาเหมือนๆ
กัน และวิธีการที่สามารถขจัดปัญหาต่างๆ
เหล่านี้ได้
จะต้องเป็นวิธีที่เป็นสากล
มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ
เคยได้รับผลจากการปฏิบัติวิปัสสนามาแล้ว
โดยมิได้มีความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิม
วินัยในการปฏิบัติ
กระบวนการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการสังเกตดูตนเองนี้
มิใช่เป็นเรื่องง่ายอย่างแน่นอน
เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องใช้ความพยายามของตนเองเท่านั้น
จึงจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง
ไม่มีใครอื่นที่จะทำให้ได้
ดังนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะปฏิบัติ
และมีความเคร่งครัดต่อระเบียบ
เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง
และเป็นการคุ้มครองตนเองด้วย
กฎระเบียบต่างๆ
จะเป็นส่วนที่ทำให้การปฏิบัติกรรมฐานสมบูรณ์ขึ้น
เวลา 10 วันนี้นับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นในการที่จะเจาะลึกเข้าไปถึงระดับจิตใต้สำนึก
และเรียนรู้วิธีการที่ขจัดกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ในส่วนลึกสุด
(อนุสัยกิเลส)
การปฏิบัติให้ต่อเนื่องโดยไม่พูดจาหรือเกี่ยวข้องกับใคร
เป็นเคล็ดลับของความสำเร็จของวิธีการนี้
กฎระเบียบต่างๆ
ที่กำหนดขึ้น
ก็เพื่อรักษาการปฏิบัติแนวนี้ให้คงอยู่ได้
กฎเกณฑ์ต่างๆ
มิได้ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของอาจารย์ผู้สอน
หรือเพื่อความสะดวกในการบริหาร
หรือเพื่อคัดค้านประเพณีคำสอน
หรือความเชื่องมงายที่มีอยู่ในบางศาสนา
แต่เป็นสิ่งที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติกรรมฐานนับพันๆ
คนเป็นเวลาหลายปี
และยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์
การรักษากฎระเบียบจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นระเบียบอันเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติกรรมฐาน
การฝ่าฝืนกฎระเบียบย่อมจะทำให้เกิดมลภาวะ
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ให้ครบ
10 วัน และจะต้องอ่านกฎระเบียบต่างๆอย่างใคร่ครวญ
ผู้ที่คิดว่าสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้เท่านั้น
จึงควรจะสมัครเข้าปฏิบัติ
ผู้ที่มิได้เตรียมตัวที่จะใช้ความพยายามในการปฏิบัติอย่างเต็มที่
ไม่ควรสมัคร
เพราะจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ยังจะเป็นการรบกวนบุคคลอื่นที่ตั้งใจเข้ามาปฏิบัติด้วยความเคร่งครัดอีกด้วย
ผู้เข้ารับการฝึกจะได้รับคำเตือนว่า
หากเลิกฝึกก่อนที่จะจบการอบรม
เนื่องจากเห็นว่ากฎระเบียบต่างๆ
ยากที่จะปฏิบัติ
จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวผู้นั้น
รวมทั้งจะก่อให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาได้
ในกรณีที่นับว่าร้ายแรงที่สุดก็คือ
เมื่อถูกเตือนหลายครั้งแล้ว
ยังไม่สามารถจะปฏิบัติตามกฎระเบียบได้
ก็จะถูกขอให้ออกไปจากการฝึกอบรม
ผู้ป่วยด้วยโรคทางจิตประสาท
บุคคลที่ป่วยด้วยโรคทางจิต
บางครั้งอาจต้องการสมัครมาเข้ารับการฝึกวิปัสสนาด้วยความเข้าใจผิดว่า
การปฏิบัติวิปัสสนาจะช่วยรักษา
หรือบรรเทาอาการป่วยทางจิตของตน
แท้จริงแล้ว
ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่ปกติสุขตลอดจนการได้รับการเยียวยาทางจิตประสาทด้วยวิธีต่างๆ
มาแล้วนั้น กลับจะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติภาวนาจนถึงขั้นที่ทำให้ไม่ได้รับประโยน์ใดๆ
เลยจากการมาเข้ารับการฝึกอบรม
หรืออาจทำให้ไม่สามารถอยู่รับการฝึกให้ตลอดหลักสูตรได้ด้วย
แม้การปฏิบัติวิปัสสนาจะเป็นประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่
แต่ก็มิใช่เป็นการทดแทนการรักษาพยาบาลด้วยยาหรืออื่นใด
เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติของเราให้บริการโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น
จึงทำให้ไม่สามารถที่จะดูแลบุคคลผู้มีปัญหาเหล่านี้โดยถูกต้องได้
ผู้มีปัญหาทางจิตประสาทจึงไม่ควรสมัครเข้ารับการอบรม
กฎระเบียบ
พื้นฐานในการปฏิบัติวิปัสสนา
คือ ศีล ศีลจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสมาธิ
และกระบวนการทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นจะเกิดขึ้นจากปัญญา
คือการรู้แจ้งเห็นจริง
ศีล
ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาทุกท่านจะต้องรักษาศีล
5 อย่างเคร่งครัด
ได้แก่
1. เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. เว้นจากการลักทรัพย์
3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
4. เว้นจากการพูดเท็จ
5. เว้นจากการดื่มน้ำเมา
สำหรับผู้ที่เคยผ่านหลักสูตรนี้มาแล้ว
จะต้องถือศีล
8 ซึ่งมีเพิ่มเติม
คือ
6. เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
7. เว้นจากการดูละครฟ้อนรำ
และการใช้เครื่องหอมตกแต่งร่างกาย
8. เว้นจากการนอนบนที่นอนที่หนาและอ่อนนุ่ม
ผู้ที่ได้เคยปฏิบัติมาแล้ว
จะรักษาศีลข้อ
6 ได้ด้วยการดื่มแต่เพียงน้ำปานะหลังจากการพักในเวลา
5 โมงเย็น ในขณะที่ผู้ปฏิบัติใหม่
อาจจะดื่มนม
น้ำชา
หรือรับประทานผลไม้ได้
อาจารย์ผู้สอนอาจจะยอมให้ผู้ที่เคยปฏิบัติมาแล้วบางคนยกเว้นการรักษาศีลข้อนี้ได้
ถ้าหากบุคคลผู้นั้นมีปัญหาด้านสุขภาพ
ส่วนศีลข้อ 7
และ 8 นั้น
ทุกคนจะต้องรักษา
การยอมรับอาจารย์ผู้สอนและวิธีการปฏิบัติ
ในระหว่างการฝึก
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องรับที่จะปฏิบัติตามวิธีการ
และคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอนทุกประการนั่นคือ
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องปฏิบัติตามวิธีการปฏิบัติที่อาจารย์สอน
โดยไม่มีการแต่งเติมหรือตัดทอนใดๆ
ทั้งสิ้น การยอมรับด้วยความเชื่อถือเท่านั้น
ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถปฏิบัติได้อย่างขยันขันแข็งโดยตลอด
ซึ่งการยอมรับนี้ก็ควรจะมีการแยกแยะและทำความเข้าใจด้วย
มิใช่เป็นไปเพราะถูกบังคับหรือหลงงมงายเหมือนคนตาบอด
ความเชื่อมั่นที่มีต่ออาจารย์ผู้สอนและวิธีการปฏิบัติ
จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการปฏิบัติวิปัสสนา
พิธีกรรมและวัตรทางศาสนาตลอดจนวิธีการปฏิบัติอื่นๆ
ในระหว่างการฝึก
สิ่งที่สำคัญมากคือ
จะต้องงดพิธีกรรมและวัตรทางศาสนาต่างๆ
ทั้งหมด
เช่น
การจุดตะเกียงนับลูกประคำ
ท่องมนต์
อดอาหาร
สวดมนต์
เป็นต้น การปฏิบัติกรรมฐานแบบอื่นๆ
หรือการปฏิบัติเพื่อการบำบัดรักษาอื่นๆ
จะต้องเว้นด้วย
เช่น
การเดินจงกรม
การฝึกโยคะโดยใช้สมาธิ
ทั้งนี้มิใช่เป็นการคัดค้านการปฏิบัติวิธีอื่นๆ
แต่เพื่อให้ได้ทดลองฝึกวิธีวิปัสสนาแบบนี้เพียงแบบเดียว
เพราะการนำวิธีปฏิบัติวิธีอื่นมาผสมปนเปกับวิธีปฏิบัตินี้
จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติ
หรืออาจจะทำให้การปฏิบัติไม่ได้ผลเลย
แม้ว่าอาจารย์ผู้สอนจะคอยเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ตาม
แต่ก็ยังมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต
เมื่อผู้รับการฝึกนำเอาวิธีการปฏิบัตินี้ไปรวมกับพิธีกรรมอื่นๆ
จนทำให้เกิดอันตรายต่อผู้นั้น
ความสงสัยและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นนั้นสามารถจะแก้ไขให้กระจ่างได้
โดยการไปพบอาจารย์ผู้สอน
การเข้าพบอาจารย์ผู้สอน
หากมีปัญหาหรือความสับสนใดๆ
เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนา
ควรจะไปขอคำอธิบายจากอาจารย์ผู้สอนเท่านั้น
เวลาระหว่าง
12.00 - 13.00 น.จะเป็นเวลาที่จัดไว้ให้สำหรับเข้าพบเป็นการส่วนตัวกับอาจารย์ที่ที่พัก
แต่ท่านก็สามารถตั้งคำถามถามอาจารย์ได้ระหว่างเวลา
21.00 - 21.30 น.ในห้องปฏิบัติรวม
การพบกับอาจารย์ผู้สอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอคำอธิบายสำหรับปัญหาทั่วๆ
ไปเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ
จึงไม่ควรใช้โอกาสนี้ให้เสียไปกับการอภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา
หรือถกเถียงกันในประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้ได้
ผู้ที่เข้ารับการฝึกจึงควรมุ่งที่จะปฏิบัติเพียงอย่างเดียว
การรักษาความเงียบ
ผู้เข้ารับการฝึกทุกคนจะต้องรักษาความเงียบ
นับตั้งแต่เริ่มต้นฝึกจนกระทั่ง
10.00 น.
ของการฝึกวันที่
10 การรักษาความเงียบนี้
รวมไปถึงความเงียบทั้งทางกาย
วาจา และใจ โดยจะต้องไม่มีการพูดจากับใครเลย
และจะต้องงดการสื่อสาร
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม
ทั้งการออกท่าทาง
การเขียนโน้ต
หรือทำสัญญาณต่างๆ
แต่ผู้เข้ารับการฝึกสามารถพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนได้หากจำเป็น
และติดต่อกับผู้ดำเนินงานได้หากมีปัญหาเกี่ยวกับที่พัก
อาหาร
และอื่นๆ แต่การติดต่อพูดจาเหล่านี้
ก็ควรมีให้น้อยที่สุด
ผู้เข้าฝึกทุกคนควรจะสร้างความรู้สึกว่า
ตนเองกำลังปฏิบัติอย่างจริงจังเสมือนอยู่คนเดียว
คู่สมรส
จะมีการแยกชายหญิง
แม้กระทั่งคู่สมรสก็ไม่ควรมีการติดต่อกันในระหว่างการฝึก
การสัมผัสทางกาย
จะต้องไม่มีการสัมผัสทางร่างกายใดๆ
ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะระหว่างเพศเดียวกันหรือต่างเพศ
ตลอดระยะการฝึกและระหว่างที่อยู่ในศูนย์ฯ
โยคะและการออกกำลังกาย
แม้การทำโยคะหรือการออกกำลังกายจะไม่ขัดต่อการปฏิบัติ
แต่ระหว่างการเข้ารับการฝึกอบรม
10 วันนี้
ก็ขออย่าให้มีการออกกำลังกายใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นโยคะ
ท่าดัดตนบริหารร่างกายมือเปล่า
หรือวิ่งจ๊อกกิ้ง
ทั้งนี้เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติไม่มีสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะในเรื่องนี้
ถ้าต้องการออกกำลังกาย
ให้ทำได้เฉพาะการเดินไปมาในระหว่างชั่วโมงพักผ่อน
ในบริเวณที่กำหนดให้เท่านั้น
เครื่องราง
ลูกประคำ
หรืออื่นๆ
สิ่งเหล่านี้ห้ามนำเข้ามาในบริเวณที่พัก
หากมีการนำเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจ
จะต้องนำไปฝากไว้กับผู้ให้บริการตลอด
10 วัน
ของมึนเมาและยา
ห้ามนำเอายา
เหล้า
หรือของมึนเมา
รวมทั้งยากล่อมประสาท
ยานอนหลับ
และยาระงับประสาท
หากจะต้องรับประทานยาเหล่านี้ตามที่แพทย์สั่ง
จะต้องแจ้งให้อาจารย์ผู้สอนทราบล่วงหน้าก่อนการฝึก
สูบบุหรี่
ห้ามสูบบุหรี่หรือเคี้ยวยาเส้นตลอดระยะเวลาการฝึก
อาหาร
เนื่องจากศูนย์ฯ
ไม่สามารถที่จะจัดหาอาหารพิเศษตามความต้องการของผู้ปฏิบัติกรรมฐานได้
จึงต้องขอให้ผู้เข้ารับการฝึกรับประทานอาหารมังสวิรัติที่จัดเตรียมไว้ให้
หากผู้ใดที่แพทย์สั่งให้รับประทานอาหารพิเศษ
เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
ก็ขอให้แจ้งให้ผู้ดำเนินงานทราบในเวลาลงทะเบียน
เสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่ใช้ควรเรียบง่ายและสวมสบาย
ไม่จำกัดสีหรือแบบ
แต่ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดตึง
โปร่งบาง เสื้อไม่มีแขน
หรือกางเกงรัดรูป
ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นทั้งชายหญิง
และห้ามอาบแดดหรือเปลือยบางส่วนโดยเด็ดขาด
ข้อห้ามเหล่านี้มีความสำคัญมาก
ทั้งนี้เพื่อมิให้รบกวนบุคคลอื่น
ความสะอาด
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่
และปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติธรรม
จึงจำเป็นที่จะต้องอาบน้ำทุกวัน
และรักษาเสื้อผ้าให้สะอาด
ในบางครั้งอาจไม่มีบริการซักผ้า
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องซักเสื้อผ้าเอง
แต่ก็ควรทำในช่วงเวลาพักเท่านั้น
หากเป็นไปได้
ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เพียงพอที่จะใช้ตลอดระยะเวลาปฏิบัติ
การติดต่อภายนอก
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ในบริเวณที่ใช้ฝึกตลอดการฝึก
จะออกไปภายนอกได้เฉพาะในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง
และจะต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ผู้สอนก่อน
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องงดการโทรศัพท์
การเขียนจดหมาย
และการพบปะกับผู้ที่มาเยี่ยมเยียน
นอกจากในกรณีฉุกเฉิน
ผู้ที่มาเยี่ยมจะต้องมาติดต่อกับฝ่ายจัดการ
ดนตรี
อ่านหนังสือ
และเขียนหนังสือ
ห้ามเล่นดนตรี
ฟังวิทยุ
และห้ามนำสิ่งที่ใช้เขียน
หรืออ่านเข้ามาในสถานที่ฝึก
ผู้เข้ารับการฝึกไม่ควรรบกวนตนเองโดยการเขียนบันทึก
การห้ามเขียนและอ่าน
ก็เพื่อที่จะได้ปฏิบัติกรรมฐานได้อย่างเคร่งครัด
เครื่องบันทึกเทปและกล้องถ่ายรูป
สิ่งเหล่านี้จะใช้ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ผู้สอนเป็นพิเศษเท่านั้น
นาฬิกาปลุก
นาฬิกาข้อมือที่มีเสียงบอกเวลา
ห้ามนำมาใช้ในห้องปฏิบัติรวมอย่างเด็ดขาด
และไม่ควรใช้นาฬิกาปลุกในที่พัก
เพราะจะเป็นการรบกวนผู้อื่น
ทุนทรัพย์ในการดำเนินงาน
เพื่อให้การเผยแพร่ธรรมะเป็นไปโดยบริสุทธิ์
การฝึกอบรมดำเนินได้ด้วยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว
และการบริจาคก็จะรับจากผู้ที่ผ่านการฝึกมาแล้วเท่านั้น
เหตุผลก็คือ
การบริจาคควรมาจากผู้ที่ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของธรรมะที่มีต่อตนเอง
ซึ่งจะทำให้การบริจาคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ
หากท่านมีความปรารถนาที่จะแบ่งปันประโยชน์เหล่านี้กับผู้อื่น
ท่านก็อาจจะกระทำได้ด้วยการบริจาคในวันสิ้นสุดการอบรม
การรับบริจาคจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอบรมธรรมะนี้
เป็นรายได้ทางเดียวสำหรับที่จะนำมาใช้จ่ายในการจัดการฝึกอบรม
โดยมิได้มีความสนับสนุนในด้านการเงินอื่นใด
ทั้งอาจารย์ผู้สอนและผู้ดำเนินงานก็ล้วนไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ
จากการจัดการฝึกนี้
โดยวิธีนี้
ธรรมะจึงเผยแพร่ออกไปได้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์
ไม่มีเรื่องผลประโยชน์
เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น
ไม่ว่าการบริจาคของท่านจะมากหรือน้อย
ก็ขอให้มาจากเจตนาที่บริสุทธิ์
เจตนาที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้มีโอกาสพบกับธรรมะอันบริสุทธิ์เช่นเดียวกับท่าน
"เพราะเหตุว่า
มีผู้ที่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้กับการฝึกของข้าพเจ้ามาแล้ว
ตอนนี้ขอให้เป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าจะได้ให้กับผู้อื่นบ้าง"
สรุป
สาระของกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ
อาจสรุปได้ดังนี้
"จงระมัดระวังการกระทำของตนให้มาก
อย่ารบกวนผู้อื่น
อย่าสนใจหากมีผู้อื่นรบกวน"
อาจเป็นไปได้ว่า
ผู้เข้ารับการฝึกไม่สามารถเข้าใจเหตุผลของกฎระเบียบต่างๆ
เหล่านี้หากเป็นเช่นนี้ควรจะไปขอคำอธิบายในเรื่องเหล่านี้กับอาจารย์ผู้สอน
มิใช่ปล่อยให้ตนเองเกิดความเข้าใจผิด
หรือเกิดความสงสัยมากขึ้น
ดังนั้นการปฏิบัติตามระเบียบและความพยายามที่จะปฏิบัติให้มากที่สุดเท่านั้น
ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติได้ผลดี
และได้รับผลตามความมุ่งหมาย
สิ่งที่จะต้องเน้นใน
10 วันนี้ก็คือ
"ปฏิบัติ"
ปฏิบัติให้เหมือนกับว่า
เราอยู่เพียงคนเดียวในการฝึก
เพิกเฉยต่อสิ่งรบกวน
และความไม่สะดวกสบายที่ต้องเผชิญอยู่ทั้งหมด
ปฏิบัติด้วยจิตที่มุ่งเข้าสู่ภายในเท่านั้น
ประการสุดท้าย
ผู้เข้ารับการฝึกควรระลึกไว้เสมอว่า
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนาขึ้นอยู่กับบารมี
(กุศลที่ได้สะสมมาแต่ปางก่อน)
และปัจจัย 5 ประการคือ
ความเพียร
ความศรัทธา
ความจริงใจ
สุขภาพอนามัย
และปัญญา
ขอให้กฎเกณฑ์ต่างๆ
และข้อแนะนำเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ท่าน
ขอให้ท่านได้รับผลสูงสุดจากการฝึกกรรมฐานนี้
เรายินดีที่ได้มีโอกาสให้บริการแก่ท่าน
ขอให้ทุกท่านได้รับความสงบและสันติสุขจากการปฏิบัติวิปัสสนาโดยทั่วกัน
ตารางเวลา
04:00 น. ระฆังปลุก
04:30 น. - 06:30 น. นั่งปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
06:30 น. - 08:00 น.
อาหารเช้า
08:00 น. - 09:00 น.
ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
09:00 น. - 11:00 น.
ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวม
หรือในที่พักส่วนตัวตามที่อาจารย์กำหนด
11:00 น. - 12:00 น.
อาหารกลางวัน
12:00 น. - 13:00 น.
พักผ่อน
13:00 น. - 14:30 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
14:30 น. - 15:30 น.
ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
15:30 น - 17:00 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักตามที่อาจารย์กำหนด
17:00 น. - 18:00 น.
พักดื่มน้ำปานะ
18:00 น. - 19:00 น.
ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
19:00 น. - 20:15 น.
ฟังธรรมบรรยายในห้องปฏิบัติรวม
20:15 น. - 21:00 น.
ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
21:00 น. - 2130 น. สอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
21:30 น. พักผ่อน
|